DhammaTalks.net

 

"สนทนาธรรมกับคุณหมอ"

 

 

พระโพธิญาณเถร  (หลวงพ่อชา  สุภัทโท)

คุณหมอ...เท่าที่ผมอ่านและผมจำได้คร่าวๆ   ก็มีคนหนึ่งคนมาจากครอบครัวซึ่งจัดได้ว่ายากจน  แต่ทว่าเด็กผู้ชายคนนี้เป็นเด็กที่ม

ีปัญญา  ซึ่งครอบครัวและพ่อแม่พี่น้องเห็นว่าสามารถเรียนต่อไปจนจบปริญญาได้  เพราะฉะนั้นพ่อแม่พี่น้องทุกคนได้ยอม  ไม่มีใคร

เรียนหนังสือ  เพื่อเก็บเงินหาเงินส่งเสียเด็กผู้ชายคนนี้ให้เรียนหนังสือ  ทุกคนคงลำบากพอสมควร  เด็กคนนี้เรียนไปแล้วก็ศึกษา

ธรรมะ  แล้วก็มีความซาบซึ้งในธรรมะอย่างยิ่ง  เมื่อจบได้ปริญญาแล้ว  ปรากฏว่า  คือเด็กคนนี้  พ่อแม่หรือทุกคนหวังเหลือเกินว่า

เมื่อจบมาแล้วก็จะได้เป็นหลักให้กับครอบครัว  ทำงานทำการ  หาเงิน  หารายได้  ส่งเสียน้อง  หรืออาจจะช่วยแบ่งเบาภาระการช่วย

ส่งเสียจากพ่อแม่บ้าง  คือ  พ่อแม่จะได้สบายตัวขึ้นบ้างสักเล็กน้อย  เพื่อช่วยเหลือน้องต่อไปแต่ปรากฏว่า  เด็กคนนี้เมื่อเรียนจบแล้ว

 มีความซาบซึ้งในธรรมะอย่างยิ่ง  จนถึงกับขอลาพ่อแม่บวช  ไม่ทำงาน  พ่อแม่ก็ร้องไห้และก็พยายามคัดค้าน  แต่ลูกบอกศรัทธาใน

พระศาสนาเหลือเกิน  ผลที่สุดพ่อแม่ก็ต้องยอมให้บวชซึ่งถ้าด้วยในแง่ของผมที่ผมอ่านและผมฟังดู  ผมรู้สึกว่าคงจะด้วยความไม่เต็มใจ

อะไรหนักหนา  ทีนี้ไอ้เรื่องนี้ผมกินใจมาก  คือผมถือว่าโลกมนุษย์มันจะต้องมี  ๒  ส่วน ส่วนหนึ่ง  คือส่วนศาสนา

อีกส่วนหนึ่ง  คือชาวบ้านธรรมดา  ซึ่งจะต้องประกอบธุรกิจทำมาหากิน

คืออย่างผม  ผมมีครอบครัว  มีลูก  มีเมีย  เมื่อผมมีงานอยู่ในครอบครัว  ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว  มีความผูกพันรับผิดชอบ

ต่อครอบครัว  ต่อสังคม  ต่อประเทศชาติทีนี้ในส่วนหนึ่ง  เท่าที่ผมอ่านที่สำนักนี้  อาจจะคนอื่นเขียนหรืออะไร  ผมว่าจุดประสงค์ต้องการ

ให้คนทุกคนเป็นพระ  ผมก็มาคิดดูในใจว่า  ถ้าขณะนี้ผมเป็นฆราวาส  ผมประกอบอาชีพเลี้ยงเมียผม  เลี้ยงลูกผม  ให้ความสุขกับคนบางคน 

 ให้ความช่วยเหลือกับประชาชนบางส่วน  และก็ทำบุญบ้างบางส่วน  คือมีส่วน  ซึ่งผมช่วยทำนุบำรุงพุทธศาสนา  แต่ถ้าหากว่าทุกคนเป็นพระ 

 รวมทั้งผมด้วย  พระก็ต้องไถนา  พระก็ต้องทำมาหากิน  พระก็ไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติวินัย   พระก็ไม่มีโอกาสซึ่งจะมาให้คำแนะนำชักจูงประชาชน  ให้ความสว่างเพื่อให้เกิดความสงบใจ  เพื่อเป็นแนวทางให้โลกนี้

เพราะฉะนั้นความเห็นส่วนตัวผมถือว่า  คนๆ นี้ถ้าจะบวช  ก็ควรแต่ว่าเมื่อหมดภาระคือ  เมื่อเราช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง  ให้การบวช

เดี๋ยวนี้กระทำเดี๋ยวนี้  ถ้าเป็นผม  ให้ผมตัดสินใจอย่างโง่ๆ ของผมเนี่ยนะ  ผมถือว่าบาป  บาปมากๆ ทีเดียว  เพราะว่าเป็นการทำบาปกับ

พ่อแม่  เป็นการทำบาปกับบุคคลอีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งทุกคนช่วยเหลือคนๆ นี้มาทีนี้ปัญหามีว่า  ความเห็นของผมเนี่ยถูกหรือผิดครับ?

หลวงพ่อ...ถูกของคุณหมอเหมือนกัน  เอาอย่างนี้นะ  อาตมาจะถามโยมสักข้อหนึ่งว่า  ทองหนัก  ๑  กิโลกรัม  ตะกั่วหนัก  ๑  กิโลกรัม 

ถ้าหากว่าเอามาให้คุณหมอ  คุณหมอจะเอาอันไหน คุณหมอ...ก็คงเอาทอง

หลวงพ่อ...นั่นแหละมันเป็นอย่างนั้นแหละ  เมื่อความเห็นเขาว่ามันเด็ดขาดอย่างนั้นอันนั้นมันมีราคากว่าอันนั้นอย่างตะกั่วกับทองคำ

แล้วเขาก็ต้องเอาทองคำทำไมคุณหมอถึงเอาทองคำ  ทำไมถึงไม่เอาตะกั่ว คุณหมอ...เพราะมันมีค่า

หลวงพ่อ...นั่นแหละเขาเห็นมันมีค่ากว่านั้น  อันนั้นก็เหมือนกัน  เห็นมันมีค่ามากกว่านี้น่ะ  เขาจึงตัดสินอย่างนั้น  เรื่องอันนี้ก็เหมือนกัน

ฉันนั้น    อย่างนั้นเราอย่าไปคิดเช่นนั้นซิ  คิดก็ไม่ว่าหรอก  แต่มันจะถูกให้คิดพิจารณาเอาไว้  กลัวนะ  คุณหมอนี่กลัวไม่มีใครอุปการะคุณ 

ไม่มีใครสร้างโลกนะ

เขามาจ้างคนไปเล่นดนตรี  คุณหมอไม่ต้องเดือดร้อน  เพราะเขาจ้างคนที่เล่นดนตรีเป็น  อย่างเล่นดนตรีไม่เป็นอย่างคุณหมอ 

 เขาไม่จ้างหรอก  คนเนี่ยจะเอาไปบวชทุกคนไม่ได้  ไม่บวชแม้สักคนก็ไม่ได้  ของเหล่านี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้  เราอย่าคิดว่า

จะต้องบวชทุกคนซิ  ไม่ได้  จะไม่บวชทุกคนเหรอก็ไม่ได้  อันนี้เรามองดูว่ามันคืออะไร  ใครมีปัญญาแค่ไหน  ก็เอาแค่นั้น  ไม่ได้

บีบคั้นอย่างนั้นอาตมาเคยไปเหมือนกัน  บอกว่าฆ่าสัตว์มันบาปนะ  มีคนมาต่อว่าหลวงพ่อ  เอาพริกเผ็ดฉันทุกวันได้ไม๊?  ได้ 

 ใครจะเอาพริกมาให้ฉันทุกวันได้มีไหม  ไปติดตามกันมาเลย  โขลกพริกให้ฉันทุกวันได้ไหม  ไม่เอาอีกแล้ว  ใครจะมีเวลามาโขลกพริก

ให้พระฉันทุกวันๆ   คือไอ้เรื่องเหล่านี้พูดไปก็เฉย  แต่เรื่องโลกมันเป็นอยู่อย่างนี้เอง  แม้จะตัดสินให้เป็นคนร้ายหมดก็ไม่ได้  

คนที่มีปัญญาจะเลือกเอาในโลกอันนี้ "สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันตระการดุจราชรถอันพวกคนเขลานี้หมกอยู่แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่"    คือความยืนยันของพระพุทธเจ้าเรานะ 

 อย่างนั้นว่า  ไอ้เจตนาที่เราออกบวชนั้นน่ะ  ไม่ใช่ว่าเราจะเชื่อว่า  ให้พ่อแม่เราสูญเสีย  ให้ลูกหลานเราสูญเสีย  ให้ตระกูลเรา

สูญเสีย  อะไรเลยนะ

นึกว่า  แหม    ตระกูลเรายังหมกอยู่ในตมอยู่ในโคลนเหลือเกิน  ถ้าเราไม่ออกสักคนหนึ่งมันก็ติดค้าง  มันจะไม่ได้เสียละมั้ง 

 อุตส่าห์ออกไปเพื่อตระกูลทำตระกูลให้ดีขึ้น  แต่คนขนาดหนึ่งก็เห็นว่าเสียผลแล้ว    บาป    อย่างคุณหมอ    ถ้าคิดกันในแง่นี้

มันก็เป็นอย่างนี้

อาตมาจึงถามเสียว่า  ตะกั่วนี้มันหนักกิโลหนึ่ง  ทองคำหนักกิโลหนึ่ง  ถ้าแบ่งกันจะเอาอะไร  ก็เปรียบได้ว่า  เมื่อเขาตัดสินใจ

จะออกบวชตลอดชีวิตของเขาเช่นนั้น  เขาเห็นอันนี้มีราคากว่ามาก  เห็นโลกทั้งหลายเนี่ยเป็นตะกั่วไม่มีราคา  จึงไม่เอา  

เหมือนคุณหมอต้องการทองคำกิโลหนึ่งน่ะ  ตะกั่วกิโลหนึ่งไม่เอา  ทำไม  เพราะราคามันน้อย  ไม่มีราคา  เขาจึงตัดสินเอาทองคำ 

 เช่นนี้เป็นต้น

ถ้าเราพิจารณาแยบคายได้เป็น  ไม่ใช่ว่าเราจะบวชเพื่อให้ลูกฉิบหาย  ให้เมียฉิบหายให้ตระกูลฉิบหาย  ไม่ใช่อย่างนั้นๆ 

อันนี้คนทำได้ยากเหลือเกิน  คนที่มีปัญญาซึ่งมากที่สุด  จนกว่าอย่างคุณหมอเห็นนี่ล่ะ  จนมันกลับตาลปัตรกันเลย  

อย่างหน้ามือเป็นหลังมือซึ่งทำได้  ถ้ายังเห็นเฉพาะอย่างคุณหมอนี้  ก็ยังทำไม่ได้  อย่างนั้น

แต่เมื่อเขาทำอย่างนั้นด้วยเจตนาดีของเขา  และก็ถูกด้วย

แต่เพราะเขาเห็นในหลักธรรมะจริงๆ   ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายนั้นน่ะมันก็บาปกันหมดเท่านั้นเอง  

พระพุทธเจ้านี่ก็บาปกันหมดเท่านั้น  ถึงแม้ว่าลูกหลานพี่น้องจะมีความทุกข์อย่างไรก็ตามนะ  แต่ว่าเราจะโปรดเอาพวกนี้  

สอนพวกนี้  ให้มาอยู่ในที่สว่างมันอยู่ในที่มืดมาพอแล้ว  คิดเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจบวช  เช่นว่าอย่างลูกพันเอกปราโมทย์  

เรียนจบมาจากนอกแล้ว  ก็เลยมาบวชกับอาตมานี่  บวชแล้วก็ตัดสินใจไม่สึก  ครั้งแรกพ่อก็ดู  โถ  ลำบากมาก  แต่เดี๋ยวนี้ก็ไปวัด

บ่อยๆ   มาบ่อยๆ   ฟังธรรมบ่อยๆ   อันนี้แหละมันคลี่คลายออกมา  เมื่อมันเห็น  สิ่งอันใดที่เรามองไม่เห็นนั้น  ก็รู้ว่ามันไม่เกิด

ประโยชน์อะไรสักนิดนึง    แปลว่าประโยชน์ในนั้นมันมีอยู่เพราะปัญญาเรามีถ้าเราไม่มีปัญญาเราก็ไม่เห็นประโยชน์ในที่อันนั้น

แต่อย่าไปคิดลองซิ  ว่าคนถ้าเป็นพระกันหมดเสียแล้ว  ใครจะอยู่ในโลกนี้  โอ้โฮ!  มันมีมาก  คุณหมอ  อย่าเลย  อย่าดีกว่า  

โลกมันจะบางเลย  มันจะหนาก็เหมือนกันแหละ  อย่าไปคิดว่ามันจะบางเลยในโลก  มันยิ่งหนาขึ้นของมัน  ทีนี้เมื่อท่านบวชมาแล้ว 

 ก็ทำให้คนอยู่เย็นเป็นสุขไม่มากก็ต้องน้อย  ช่วยกันทำ  ช่วยกันเอาคุณงามความดี  ให้เหตุผล  อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน   ซึ่งบุคคลทำมาอาชีวะด้วยกัน  หากินอยู่แล้ว  อย่าไปเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ทุกแง่ทุกมุมเช่นนี้   ถ้าเราไปคิดว่า  เออ!  ถ้าบวชกันหมดอย่างนั้นก็แย่  บวชไม่ได้

ดูนิ้วมือเรา  อย่าไปดึงนิ้วมือให้มันมีขนาดเดียวกันเลย  มันเป็นอย่างนี้  นิ้วนี้ก็เป็นอย่างนี้  ถ้ามันไม่เสมอกันมีประโยชน์ไหม  

มันก็มีประโยชน์ของมันแหละ  ไอ้ตัวเล็กๆ นี่มันก็มีประโยชน์ไหม  ถ้าหากว่ามันไม่เท่าเพื่อน  ก็ตัดมันทิ้งซะ  นี่ยังห้อย 

 เกาะแกะที่จมูกก็ยังได้มันมีประโยชน์ทุกแง่ทุกมุม  ถ้าหากว่าเราไม่คิดเช่นนั้นไม่ได้หรอก  มันรวมกัน  โลกเป็นไปอย่างนั้นไม่ได้ 

 อย่างงั้นก็ไม่เป็นโลก  อย่างนั้นก็โลกไม่เป็นโลก  แล้วมันไม่เป็นโลก  แต่เพราะว่ามันเป็นโลกอยู่  มันถึงเป็นอย่างงี้  

ไอ้ตรงนั้นมันถูกสอนให้เห็น  ที่ถูกมันก็เห็นไม่ได้  แค่พูดน่ะมันไม่เห็น  ไอ้ตรงนั้นมันผิด  สอนมันตรงนั้นมันผิดมันก็เห็นไม่ได้บางคน

ตรงนั้นมันผิดก็เห็นนี่รู้จักตรงนั้นมันถูกรู้จักบางคนไม่รู้จักผิดถูกเลยก็ได้อย่าไปกลัวเลยโลกมันจะเบาบางแล้ว  อย่า!  อย่าเข้าใจว่า 

 คนจะหมดคนสร้างโลกต่อไป

ุคุณหมอ...ผมเข้าใจครับหลวงพ่อ  มันมี  คือผมมีพระเป็นเพื่อน  เพื่อนผมเป็นพระผมก็เรียกหลวงเพื่อน  ก็คุยกันถึงเรื่องการทำบุญ 

 ผมก็บอกว่าผมไม่ค่อยได้ทำบุญ  พูดกันนี่ผมก็ฟังแล้วหลักการเขาถูกต้อง  คือพูดกันว่าการทำบุญเนี่ย  ผู้ทำบุญอย่างที่ผมเห็นนานมาแล้ว 

 บางคนยากจนไม่มีจะกิน  ไอ้ลูกเต้าไม่มีจะกิน  แต่มีเงินนี่  เงินเนี่ยเก็บไว้ซื้อทุเรียนให้พระ  ผมก็ถามว่าถูกหรือเปล่า  เพื่อนผมบอกว่าผิด 

 การทำบุญนั้นจะต้องทำโดยไม่เป็น  เอ่อ!  ภาระ  ไม่ใช่คือคล้ายๆ  ว่า  แหม  ไอ้ลูกหลาน  หรือไอ้คนเราอยากจะกินแล้ว  มีจะกิน  แต่อย่ากินเลย  ให้พระท่านฉันเถอะ  ได้บุญนะ

พระเพื่อนผมว่าผิด  การทำบุญต้องทำในสิ่งซึ่งเราสามารถทำได้  และไม่เป็นภาระต่อผู้อื่น  คือคล้ายๆ กับว่าที่ผมติดใจในเรื่องของ

คนที่ได้ปริญญาแล้วไปบวชเนี่ย  ผมก็มี  คือผมรู้สึกอันหนึ่งว่า  การทำบุญเนี่ย  ควรจะเกิดความสุขในใจทั้งตัวเราและผู้อื่นนะ  

ไม่ใช่ว่าแหม!  ผมไปล้วงกระเป๋าคนนี้มาเอาไปทำบุญ  ไอ้คนนี้จะเอาสตางค์ไปรักษาลูก  ลูกจะตายที่โรงพยาบาลน่ะ  ผมไปเอามา 

 นั่นคือเกิดความทุกข์กับคนอื่น  เช่นเดียวกันเนี่ย  ผมติดใจว่าทำไมผมถึงมีปัญหาว่า  ไอ้ที่ได้ปริญญานี่แล้วไปบวชพระเนี่ยได้บุญ 

 ผมเข้าใจที่หลวงพ่อเอ่อ!  สอนผมเมื่อกี้นี้นะครับ  แต่ทีนี้ที่ผมติดใจอันหนึ่งคือว่า  ถ้าไปทำบุญแล้วไม่ควรจะเป็นเชิงว่าเป็นบาป 

 คือว่าคนอื่นมีคนพวกหนึ่งต้องมีความทุกข์  ถ้าไปทำบุญเนี่ย  ควรจะเกิดความสุข  ความอิ่มเอิบใจทุกฝ่าย

เพราะฉะนั้น  การที่พระที่ท่านบวชที่ผมว่า  ถึงจะไปเทศนาเผยแผ่หลักธรรมอะไรต่ออะไร  แต่ผมถ้าหากให้ผมดูแล้วง่ายๆ นะผมว่า

  พระองค์นี้ยังเด็ก  อันที่หนึ่งนะครับยังเด็ก

ยังมีหลวงพ่อท่าน  อาจารย์นี่ท่าน  ใครอีกตั้งเยอะ  ซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมะอยู่แล้วแต่นี่จะมาทำตัวเหมือนพระพุทธเจ้าน่ะ 

 เหมือนท่านตัดราหุล  ตัดพระมเหสีไป  ออกไปบวชมั่ง  นั่นมันพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้นำศาสนา  เป็นศาสดาของเรา  

คนซึ่งทำทีแรกคนอื่นยังมองไม่เห็นน่ะ  ยังมีกิเลสมาก  ยังมองไม่เห็นทางที่จะเกิดความสุขกับคนส่วนใหญ่  

ก็ได้เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้พระพุทธเจ้าออกบวชแต่ในปัจจุบันนี้  หลวงพ่อก็มี  อาจารย์โน้น  อาจารย์นี้  มีเยอะ  ซึ่งจะเผยแผ่ธรรมะเมือง

เราจึงอยู่ได้ทุกวันนี้  ฉะนั้นคนๆ นี้  ไม่สำคัญขนาดหลวงพ่อ  หรือขนาดที่จะทำตัวเหมือนพระพุทธเจ้า  คือทำไมผมตำหนิ 

 ผมตำหนิว่าการทำบุญโดยไม่คำนึงถึงเวลา  ถ้าหากเรารออีก  ๒  ปี  ๓  ปี  ๕  ปี  ถ้าคนเรายึดมั่นพอ  ไม่เสื่อมหรอก  ไม่เลิกนะ

เราก็ยึดมั่นปฏิบัติธรรมไปจนถึงเวลาสมควร  เนี่ยจะไม่เกิดความทุกข์กับผู้อื่น  นี่จะไม่เกิดความลำบากใจกับผู้อื่น  เมื่อจะเกิดความ

อิ่มเอิบในศรัทธากับทุกคนแล้ว  จึงจะเป็นเวลาซึ่งควรสะดวก

คือผมตำหนิอยู่เหลือเกิน  คือ  การเลือกเวลาไม่ถูก  ที่ผมถือว่าเป็นบาป  ด้วยเหตุผลที่ผมต้องกราบเท้าเถียงหลวงพ่อ  

ผมว่าเวลามันผิดหลวงพ่อ...ทีนี้  หาคนยังไงที่จะได้เวลาอย่างนั้น

คุณหมอ...คนๆ นี้ครับ  ถ้ายึดมั่นอีก  ๗  ปี  ค่อยบวช  อย่างนั้นก็เป็นคนดี  แต่ถ้าหากว่า  ๗  ปีแล้ว  เลิก!  ไปมีเมีย  ไปกินเหล้า 

 ผมว่าถ้าอย่างนั้นก็เลว  ไม่ควรจะเอาไว้

หลวงพ่อ...ถ้าหากว่า ๗ ปีจึงบวชไอ้ความตายนี่จะรอไหม   ก็เป็นอย่างเนี้ยเห็นไหม   ก่อนเขาจะไปเนี่ย  ไอ้ความตาย  ๗  ปี  ตายแล้ว  มีสัญญากันไหม  มนุษย์เกิดมาจะตายเนี่ย  ๗  ปีจะบวช  จะอะไรต่ออะไรกัน 

 มีสัญญาไหม  ถ้าหากว่าคนอื่นเห็นอย่างนี้ทำไง  เขาไม่ได้ไว้ใจในชีวิตของเขาล่ะ

อาตมาว่าทุกๆ คนไม่มีไม่มีสัญญาทุกคน ๗๐ ปี ๘๐ ปี ตายแล้วไม่มี   ไม่รู้เรื่องเลย   เขามองไปไม่เห็นแล้ว  ไอ้ตายของเขา  เขามาไม่แน่ใจในความตายของเขา  ถ้าหากว่าเขาเห็นอย่างนี้  เขาก็บวชเขาซิ  จะทำไม

ถ้าหากคนนั้นเขาเห็นอย่างนี้  ไม่เห็นเหมือนเรา  เราจะต้องบังคับเขา  ๖  ปี  ๗  ปี  ถึงกาลถึงเวลา อกาลิโกเรื่องการตายมีกาลมีเวลาไหม  ถ้าหากว่าคนนั้นเขาเห็นอย่างนั้นจะให้เขาทำยังไง

คุณหมอ...คือ  ผมถือว่าเห็นแก่ตัว  คนๆ นี้เห็นแก่ตัว  เพราะว่าอะไร  จะเอาความสุข  คือความผุดผ่องในพุทธศาสนา  กับตัวคนเดียว

หลวงพ่อ...อือ!  ถ้าเป็นอย่างนั้น  อย่างคุณหมอนี่ก็เรียนเป็นหมอ  ก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ

ุคณหมอ...ถูกครับ  ถูก

หลวงพ่อ...แน่ะ!  ทำไม  เมื่อคนยังมีตัวอยู่  เห็นแก่ตัวมันก็มีอยู่  แต่ว่าคนทำวิธีนั้นไม่เห็นแก่ตัวก็มี  อย่างพระพุทธเจ้าท่านทำลายของ

ตัวท่าน  คำที่ว่า  "ตัวๆ ๆ"  นี่คือสมมุติขึ้นมาเฉยๆ   คนที่ทำได้ขนาดนั้นคงจะไม่มีตัวแน่นั้นน่ะ  เฮอะ  พวกเรามีตัวอยู่  ก็นึกว่าเขา

จะมีตัวเหมือนเรา  ราก็นึกว่าเขาเห็นแก่ตัว  แต่ตัวของท่าน  ท่านก็ว่าไม่มีล่ะ  มีดิน  มีน้ำ  มีไฟ  มีลม  ไม่มีตัวแล้ว  ไอ้คำ

ที่ว่าเห็นเป็นตัวนี้  ก็ยังเห็นว่า  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  เป็นตัวเป็นตน  เป็นคนเป็นเขาอยู่อย่างนั้น  คำพูดอย่างงี้นั้น  อย่างความเห็น

ไม่ถูกนั่นแหละ  มันก็ไปกันเรื่อยๆ ๆ แน่ะ!

พระพุทธเจ้าจุดที่สุดของท่านไม่มีตัวมีดินมีน้ำมีไฟมีลมประชุมรวมกันขึ้นก้อนหนึ่งเท่านั้นตัวสัตว์บุคคลไม่มี  อย่างนี้

ถ้าหากว่าคนนั้นถึงจุดนั้นน่ะ  จะให้เขาเห็นแก่ตัวได้ยังไง  เพราะมันไม่มีตัวแล้ว  อะไรที่เห็นแก่ตัว  ก็เพราะเรามีตัวอยู่อย่างเนี้ยะ

จะพูดถึงเรื่องไม่มีตัว  ก็ไม่รู้จัก  เรื่องของวิสัยมนุษย์ในโลกนี้  กับเรื่องที่มันพ้นไป  มันต่างกัน  เช่น  อาการที่อาตมาจะพูดซักคำ

สองคำให้คุณหมอฟังว่า  คนเราทุกคนถ้ากล่าวคำอย่างนี้ว่า  เดินไป  ก็รู้  ถอยกลับ  ก็รู้  หยุดอยู่  ก็รู้  นี่!

ถ้ามีคำอีกคำหนึ่ง  พูดขึ้นมาอีกว่า  "เดินไปก็ไม่ใช่  ถอยกลับก็ไม่ใช่  หยุดอยู่ก็ไม่ใช่"จะอยู่ยังไงพูดคำนี้  คนเราเดินไป 

 ฟังเราก็รู้จัก  ถอยกลับเราฟังก็เข้าใจ  หยุดอยู่เราฟังก็เข้าใจ  แต่มีคำที่สองขึ้นมาว่า  เดินไปก็ไม่ใช่  ถอยกลับก็ไม่ใช่ 

 หยุดอยู่ก็ไม่ใช่  จะเป็นยังไงอันนี้  คนนี้ถึงจุดนี้  คนนั้นถึงจุดโน้น  เนี่ยมันเป็นเช่นเนี้ยะ

มันยังว่า  เรื่องวิสัยของโลก  กับเรื่องธรรมะที่สูงสุดนี่  มันเอื้อมมือไม่ถึงเสียแล้วเดินไปก้าวไปเรารู้จัก  ถอยกลับเรารู้จัก 

 หยุดอยู่เราก็รู้จักไม่เดินไปไม่ถอยกลับไม่หยุดอยู่นี่เราไม่รู้แต่ยืนเฉยๆ ก็หายไป

ตรงนี้แหละ  ตรงมนุษย์ที่ไม่รู้เรื่อง  มันจึงมีปัญหาสับสนอยู่มากมายก่ายกองเลยอันนี้  แต่คำพูดชนิดนี้ได้เป็นคำพูดของโลกุตระ 

 เป็นคำพูดของพระอริยเจ้าถ้ามันโตขึ้นมาแล้วขนาดนี้  แต่ก่อนเราเป็นเด็กใช่ไหม  เป็นเด็กเล็กๆ   ทีนี้เมื่อเราโตขึ้นมาขนาดนี้ 

 เราคำนึงถึงเราเป็นเด็กไหม  เสียดายไหมที่เราเป็นเด็กน่ะ  ทำไมถึงกลายมาเป็นอย่างนี้ได้  ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้  

มันมีอาหารเข้ามาอย่างนี้  นี่เรื่องของมัน  นี่เรื่องของโลก

ทีนี้มันพูด  มันไม่เข้าจุดนะนี่  แต่มันมีอยู่ทุกคน  ที่มนุษย์ผู้มีตัณหาทั้งหลาย  ว่ามีเหตุผล  จริง  แต่เมื่อทำเหตุผลด้วยใจน่ะ 

 เหตุผลคนมันต่างกัน  คนโง่มันก็มีเหตุ  อืม!  เหตุผลเหมือนกัน  ไอ้คนฉลาดมันก็มีเหตุมีผล  คนโง่มันก็มีเหตุมีผลทั้งนั้น  

ได้ความว่า  เหตุผลนี่มันจบไม่ได้เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้นมาว่า  ข้าพเจ้าทำนอกเหตุเหนือผลนอกเกิดเหนือตายนอกสุขเหนือทุกข์ 

 นี่จะดียังไง  แต่ก่อนมันอยู่คนละที่อย่างนี้หนา  มันอยู่คนละที่อย่างนี้  อย่างว่าคุณหมอจะต้องเป็นเด็ก  เคยเล่นลูกโป่งไหม  

เห็นพวงลูกโป่งก็สบายร่าเริงในลูกโป่งน่ะ  ไอ้ทีนี้เมื่อโตมาขนาดนี้แล้วนะ  มันต่างกับเด็กเท่านั้น  ไม่คิดอยากจะเล่นของอย่างนั้น  

ทำไมถึงไม่อยากเล่น  เพราะว่ามันไม่เป็นประโยชน์แน่ะ!  มันโตมาแล้วเห็นไหม  ก็ไม่มีประโยชน์  เมื่อเรายังเป็นเด็กขณะนั้นน่ะ

  ซน  เราเห็นลูกโป่งนี่เป็นราคาเหลือเกิน  เล่นสนุกสนาน  เฮฮาๆ คนเดียว

แต่ในเรื่องนะ  แต่แล้วเมื่อเวลาที่ลูกโป่งมันแตกปั๊บ!  ร้องไห้เลย  ทำไมเป็นยังงั้น  ไอ้การเล่นในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละ 

 เรียกว่าจิตของเราไปจดจ่อ  ที่วัยของเรามันครอบขึ้นมา  กาลขึ้นมาเลยขึ้นมาถึงขนาดนี้  เราจะแก้ปัญหามันยังไง  เมื่อเขาคิดขึ้น

  อันที่เขาคิดนั่นน่ะ  คุณหมอก็ต้องบอกว่าผมไม่อยากเล่น  เพราะว่ามันไม่เกิดประโยชน์

เด็กทำไม  นี่จะขัดเด็กนี่เนี่ย  มองไม่เป็นประโยชน์  เด็กมันก็เถียงคุณหมอซิ!  มันเป็นประโยชน์ของมันนี่  จะทำยังไงเล่า  อืม!  

ใครจะเอาชนะ  ใครจะถูกจะผิดเด็กมันก็ถูกของมันอย่างนั้น  ผู้ใหญ่ก็ถูกของมันอย่างนี้  มันมีคนไปครอบอย่างนี้  

มันก็ต้องเป็นอย่างนี้  ดี  ถามปัญหาเหล่านี้ดีมากนะ  อยากจะให้ถามหลายๆ   เพราะให้มันกระจ่างซะ  มันคนละเรื่องกันนี่ 

 มันคนละเรื่องคุณหมอ...ผมก็พอๆ   พอจะเห็น หลวงพ่อ...นั่นแหละ

คุณหมอ...ทีนี้ผมว่า  ผมถืออย่างหนึ่ง  อันหนึ่งที่ผมยึดถือเอง  อันนี้มันต้องย้ำ  ผมเนี่ยนะและโยมเป้าเนี่ยนะ  เมื่อซักสิบกว่าปีแล้ว

เนี่ยนะ  โอ้โฮ!  วิ่งรดน้ำมนต์จริงๆ นะ  ผมก็ถามว่าผีเข้าเหรอ  วิ่งรดจริง  แต่ส่วนผมฝ่ายผมบอกว่า  ผมเนี่ย  เอ่อ!  ผมไม่ได้ทำ

บาปนะในฐานะการงานของผม  อาชีพของผมเนี่ย  ผมต้องช่วยคน  ตอนนี้เป็นกุศลอย่างหนึ่ง  แล้วการทำงานของผมโดยทั่วๆ  ไป  ผมทำโดยตั้งใจจะทำดี  ถ้าทำพลาดพลั้งซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้เกิดผลเสียหาย  ผมว่าผมไม่บาปหรอกนะฮะ  ผีก็ไม่เข้า  บาปก็ไม่ได้

ทำ  ผมไม่รดหรอกน้ำมนต์นะฮะ  อันนี้  ผมถืออันหนึ่งว่าพระศาสนาเนี่ย  ไม่ว่าศาสนาไหนก็ตาม  สอนให้เรามีความเมตตานะครับ 

 เป็นผู้ประพฤติดีอย่างที่ทั่วโลกเขาเชื่อนับถือนะครับ  และพยายามเป็นผู้บริสุทธิ์  ถ้าหากถึงขั้นหนึ่งเมื่อเรา  ตามความเห็นส่วนตัว

ของผมนะ!  หมดภาระแล้วทางโลก  หมดความรับผิดชอบแล้วนะ  ถ้าเราอยากจะไปหาความสงบที่แท้จริง  ออกบวช  ออกบวชเสียนะ

  เราจะอยู่ในที่สงบ  อันนั้น  แต่ว่าในเมื่อเราไม่มีกังวลว่า  เอ๊ะ!  ลูกจะเสียค่าเล่าเรียน  จะทำยังไง  ผมก็ต้องหัดเป็นหมอดู  หรือรด

น้ำมนต์ทำเสน่ห์ไป  อย่างนั้นมันไม่ถูกนะครับผมจึงถืออยู่อันหนึ่งว่า  ทำบุญ  จะได้บุญหรือไม่ได้บุญ  อยู่ที่ใจ  ถ้าใจเราบริสุทธิ์ 

 เราทำอะไรด้วยไม่ได้คิดมุ่งร้าย  ไม่ได้คิดร้าย  ทำพลาดพลั้งไปไม่ได้สมน้ำหน้ามัน  แต่มีความเวทนาพยายามแก้ไข  เป็นการกระทำ

ที่  ที่น่าจะบริสุทธิ์พอทีนี้ไอ้การแสดง  เช่นไปบวช  ถึงคราวพออายุครบปั๊บ!  บวช  บวชส่งๆ ไป  คือบวชตามธรรมเนียมซึ่งเขามีเอาไว้ 

 แต่ว่าใจเนี่ยมันอาจจะยังไม่สงบพอ  หรือว่าไม่บริสุทธิ์พอ  หรือว่ามีกังวลหรือเป็นภาระ  คือผม  เท่าที่ผมจำไม่ผิด  เราจะบวช  

จะต้องได้รับอนุญาต  ทีนี้การอนุญาตควรจะได้ด้วยความเต็มใจ  ไม่ใช่ไปอ้อนวอนบังคับพ่อแม่  ไม่เอาละ  บวชละ  ถ้าขืนอยู่ไปอาจ

จะเป็นอย่างนั้น  นั่นคือการบังคับ  ซึ่งผมว่าทำให้เกิดบาป  ผมถึงว่าถ้าจะทำ  จะบวชให้ได้กุศล  อยู่ที่ใจ  การทำบุญทั้งหลาย 

 อย่างผม  ผมขี้เกียจตักบาตร  แต่เมียผมตักบาตรทุกเช้า  ผมมันขี้เกียจคือขี้เกียจถอดรองเท้า  แต่ว่าใจไม่ได้คิดอกุศล 

 ไม่ได้คิดบาป  ผมถึงถืออยู่อันหนึ่ง  ว่าให้ทำบุญให้ตาย  ใจผมมันนึกจะตักบาตรให้ตายไป  แหม!  ถ้าหากใจมันยังมีแต่ไอ้ความโลภ 

 ความหลง  ความจู้จี้จุกจิก  หรือทำให้คนอื่นเป็นทุกข์  ผมว่าเลิกทำมันเสียดีกว่า  มาหัดทำใจให้สบาย  ทำให้คนอื่นเกิดความสุข 

 จะผิดไหม?

หลวงพ่อ...อันนี้  เดี๋ยวฟังนะ  มี  ๒  ประตูนะ

๑.  โยมแม่บ้านอาจจะเป็นการรดน้ำมนต์ไม่ถูก

คุณหมอ...แต่ว่าเลิกไปแล้ว

คุณหมอ...ก็รู้สึกว่ามันมีความสุขทางใจค่ะ  ตักบาตรก็มีความสุขทางใจ

หลวงพ่อ...อาตมาจะพูดให้ฟัง  จะแก้ให้ฟังนะ  ทำไมถึงทำอย่างนั้น  อย่างคุณหมอนะ  เอ่อ!  อย่างคุณหมอนี่  ไก่ในบ้านน่ะนะ 

 มันเดินร้องใกล้เข้ามาๆ     เอากางเกงให้มัน  มันก็ไม่เอา  เอาเสื้อให้ไก่มัน  ก็ไม่เอา  จะเอาอะไรให้มัน

คุณหมอ...เอาข้าวเปลือกให้มัน

หลวงพ่อ...เอาข้าวเปลือกให้มัน  นี่เป็นประโยชน์ของไก่  เห็นมั้ย  เท่านั้นแหละก็มีประโยชน์แล้ว  นี่เขาต้องการอันนั้น 

 เสื้อดีเฉพาะมนุษย์  กางเกงเฉพาะมนุษย์  เขายังไม่ถึงมนุษย์เช่นนี้  เขาต้องการข้าวเปลือก  มาหาเราแต่เอาเสื้อให้ 

 ไก่มันก็ไม่เอา  เอาข้าวเปลือกให้กินจะดีกว่า  นี่ใช่มั้ย  ต่อไปเริ่มต้นมันไป  มันก็จะดีขึ้นๆ ๆ มาเป็นมนุษย์  ถ้าเป็นมนุษย์เอา

ข้าวเปลือกให้กิน  ก็ไม่กินหรอก  เริ่มแรกเป็นอย่างนี้ทีนี้ที่คุณหมอว่า  อันนี้กระทงที่  ๒  ว่าอะไร  เออ!  ว่าผมไม่อยากจะทำบุญ 

 หรือจะทำบุญเอาจิตของผมเป็นบุญเป็นกุศลเลย  ก็ได้  แต่ว่า  ถ้าหากว่าคุณหมอเป็นคนขยันนะ  เป็นคนขยันนะ  จะไม่ทำการงาน

ได้มั้ย  จะอดกวาดบ้านได้ไหม  อดล้างชามได้ไหม  อดทำอะไรดีๆ ได้ไหม  ถ้าจะต้องขยันนะ  ไม่ได้พูดถึงคนเกียจคร้านนะ

คุณหมอ...ก็ต้องทำตลอดเวลา

หลวงพ่อ...นั่นแหละ  ก็ต้องเป็นอย่างนั้น  ผู้ที่มีศรัทธาแล้วนะก็ดี  แต่ก็ที่คุณหมอเกินประมาณไปนั่นก็ถูกเหมือนกัน  ให้รู้จักประมาณ

  ให้รู้จักพอ  ให้รู้จักประมาณ  ทำจนเกินเหตุไป  ไม่มีเหตุมีผลก็ไม่ได้  แต่ว่าผู้ที่ศรัทธาลึกต้องตักบาตร  หรือใส่บาตร  หรือไหว้พระ

  อะไรเนี่ย  คือคนนั้นมีศรัทธาเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว  ไม่ใช่ทำแบบคนโง่  แต่ทำแบบคนมีปัญญา

ถึงได้เปรียบว่าคุณหมอนี่เป็นผู้ที่ขยันที่สุดแล้ว  ไม่เกียจคร้าน  ในทางที่ชอบนะ  เห็นบ้านมันรกจะอดกวาดได้ไหม  

เห็นชามสกปรกจะอดล้างได้ไหม  เห็นสุนัขมันขึ้นมาขี้ที่นั่นจะทำอะไรมัน  หรือจะทำยังไงดี  คุณหมอจะต้องอดไม่ได้ในฐานะเป็นคน

ขยัน  อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น  ก็คิดอย่างนั้น

อันนั้นทำไมถึงทำอย่างนั้น  มันแสดงออกจากจิต  ที่คนขยันหมั่นเพียรจะต้องเป็นอย่างนั้น  ถ้าหากว่าเขาใส่บาตรทั่วไปเฉยๆ   

ไม่รู้เรื่องหรอก  ก็ยกให้  ถ้าเขาทำมีเหตุผลอย่างนั้นอย่างคุณหมอทำไมเช็ดขี้ไก่  ทำไมไม่เช็ดขี้หมู  ทำไมเช็ดขี้หมา  ทำไม

  ก็เพราะว่าคุณหมอเป็นผู้ที่ชอบในทางที่ดี  เป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียรอยู่แล้ว  เห็นอะไรเกะกะไม่ได้  ต้องทำให้มันสะอาดถูกต้อง 

 มันแสดงออกมาในที่นั้น  ไม่ใช่ว่าทำส่งไปเฉยๆ เท่านั้น  มีเหตุผลอย่างนั้น  อันนั้นก็ยกให้เขา  ที่เขาไปถามหารดน้ำมนต์นั่น

ก็ยอมให้เขา  แต่ว่าฐานะมันเป็นไก่อยู่  จะทำยังไงล่ะ  ฐานะมันเป็นไก่  แต่คุณหมอจะเอาเสื้อให้มัน  มันก็เป็นไก่  มันไม่เอา 

 ยังไง  มีข้าวเปลือกก็โปรยให้มันกินซะดีกว่า  ให้มันสบายกว่า  ต้องแยกออกมาเป็นระดับอย่างนี้นะ  จึงเรียกว่าผู้รู้รอบ  รู้รอบ 

 เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ให้คุณหมอเอาไปพิจารณา  ดี  วันนี้ดีมากเลย  มาสองหนแล้วแต่ไม่เคยถามปัญหาเลย  ดี  ให้มันออก

ให้หมดอย่างนี้  อันนี้ให้ออกหมด  ฯ

********************

 

 

Source : http://www.watnongpahpong.org

 

Home | Links | Contact

Copy Right Issues DhammaTalks.net