DhammaTalks.net

 

กว่าจะเป็นสมณะ

 



วันนี้ให้โอวาทพิเศษเฉพาะพระภิกษุสามเณร ให้พากันตั้งอกตั้งใจฟัง เรื่องใดเรื่องอื่นที่เราจะมาศึกษาสนทนาให้ความเห็นกันนั้น นอกจากการประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยแล้ว ไม่มี

ทุกท่านทุกองค์ให้พากันเข้าใจเสียว่า บัดนี้เรามีเพศเป็นบรรพชิต เป็นนักบวช ก็ควรประพฤติให้สมกับที่เป็นพระ เป็นเณร เพศฆราวาส เราเคยผ่านมา เคยเป็นมาแล้วอยู่ในเพศที่มีลักษณะวุ่นวาย ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ ฉะนั้น เมื่อเราเข้ามาอยู่ในเพศของสมณะในพระพุทธศาสนา ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราให้ต่างจากฆราวาส การพูดการจา การไปการมา การขบการฉัน การก้าวไปถอยกลับทุกอย่างให้สมกับบรรพชิต ที่ท่านเรียกว่า "สมณะ" ท่านหมายถึงผู้สงบระงับ แต่ก่อนเราเป็นฆราวาส ไม่รู้จักความหมายของสมณะ คือความสงบระงับล้วนแต่ปล่อยกายปล่อยใจให้ร่าเริงบันเทิงไปตามกิเลสตัณหา อารมณ์ดีก็พากันดีใจ อารมณ์ไม่ดีก็พากันเสียใจ นั่นเป็นไปตามอารมณ์ เมื่อจิตใจเป็นไปตามอารมณ์อันนั้น ท่านว่าคนไม่ได้รักษาเจ้าของ คนยังไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย จึงปล่อยใจไปกับความร่าเริงบันเทิงใจไปกับความทุกข์ โศกเศร้า ปริเทวะความร่ำไรรำพัน ไม่มีการยับยั้ง ไม่ได้พินิจพิจารณา

ในพระพุทธศาสนาของเรา เมื่อบวชเข้ามาเป็นเพศของสมณะแล้ว ก็ต้องมาทำกายของสมณะนั้น เป็นต้นว่า ศีรษะเราก็โกน เล็บเราก็ตัด เครื่องนุ่งห่มของเราก็เป็นเครื่องของผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นธงชัยของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นธงชัยของพระพุทธเจ้า เป็นธงชัยของพระอรหันต์ ที่พวกเราเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี้ ได้มาอาศัยมูลหรือมรดกของพระบรมศาสดาของเรา จึงมีความเป็นอยู่ที่พอเป็นไปได้ อย่างเช่นเสนาสนะที่อยู่อาศัย ก็อาศัยบุญคือผู้มีศรัทธาสร้างขึ้นมา อาหารการขบฉันก็ไม่ต้องทำ นี่ก็อาศัยมูลหรือมรดกที่พระบรมศาสดาของเราวางเอาไว้ ยาบำบัดโรค ผ้านุ่งห่มทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่เรามาอาศัยมรดกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว สมมติว่าเป็นพระ เป็นพระโดยสมมติยังไม่ได้เป็นพระแท้นะ เป็นพระโดยสมมติคือ เป็นพระเฉพาะกาย โกนผมห่มเหลืองเท่านี้แหละ เลยเป็นพระโดยสมมติ ยังไม่เป็นพระจริงๆ สมมติว่าพระเฉยๆเหมือนกันกับการที่เขาเอาไม้มาแกะสลัก สมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้น เอาปูนมาปั้นขึ้น เอาทองมาหล่อหลอมขึ้น สมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่ที่จริงไม่ใช่ เป็นทอง เป็นตะกั่ว เป็นโลหะ เป็นไม้ เป็นครั่ง เป็นหิน นั่นคือสมมติ สมมติเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริงๆ เป็นพระพุทธเจ้าโดยฐานสมมติ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแท้

เรานี้ก็เหมือนกัน ถูกกำหนดว่าเป็นพระ มาบวชในพระพุทธ-ศาสนาแล้ว แต่ยังไม่เป็นพระหรอก เป็นแต่เพียงสมมติยังไม่เป็นจริงๆคือ จิตใจของเรานั้น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จิตทั้งหลายยังไม่พรั่งพร้อม ความบริสุทธิ์ยังไม่ทันถึงที่ มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลงกั้นไว้ ไม่ให้ความเป็นพระเกิดขึ้นมา เพราะสิ่งเหล่านี้เราถือว่ามีมาตั้งแต่ก่อนโน้น ตั้งแต่วันเกิด ตั้งแต่ชาติก่อนๆ มีโลภ มีโกรธมีหลง หล่อเลี้ยงมาตลอดถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น เมื่อเอาพวกนี้มาบวชจะให้เป็นพระ มันก็ยังเป็นพระสมมติ คือยังอาศัยความโลภ อาศัยความโกรธ อาศัยความหลงนั่นแหละที่เป็นอยู่ในใจของเรานั้น ถ้าเป็นพระท่านก็ละพวกนี้ออก ละความโลภออกจากใจ ละความโกรธ ละความหลงออกจากใจ หมดพิษหมดภัย ถ้ายังมีพิษอยู่ มันก็ยังไม่เป็นจะต้องละสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกให้ถึงความบริสุทธิ์ ฉะนั้น เราจึงพากันมาริเริ่มที่จะทำลายความโลภ ทำลายความโกรธ ทำลายความหลงซึ่งเป็นกิเลสส่วนใหญ่มีในตัวของทุกๆท่าน ทุกๆองค์ มันกั้นเราไว้ในภพชาติทั้งหลาย ให้ถึงความสงบไม่ได้ก็เพราะความโลภ ความโกรธความหลง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ขวางกั้นสมณะ คือ ความสงบให้เกิดขึ้นทางใจของเราไม่ได้ ถ้าเกิดขึ้นไม่ได้เราก็ยังไม่เป็นสมณะ ก็คือ ใจของเรายังไม่สงบจากความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นเอง ฉะนั้นเราจึงมาปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อทำลายโลภ โกรธ หลง ออกจากใจของเราถ้าเอาโลภหรือโกรธหรือหลงอันนี้ออกจากใจของเราแล้ว มันถึงจะเป็นความบริสุทธิ์ ถึงความเป็นพระแท้ ที่เราปฏิบัติอยู่นี้ก็เรียกว่า เราเป็นพระโดยสมมติ สมมติเฉยๆ ยังไม่ได้เป็นพระ ฉะนั้นเรามาสร้างพระขึ้นในใจของเรา สร้างพระขึ้นทางใจ ไม่ใช่ทางอื่นทางใด

การที่จะสร้างพระขึ้นทางใจได้นั้น มิใช่เอาแต่ใจอย่างเดียว กายหนึ่ง วาจาหนึ่ง มันต้องเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ก่อนที่กายจะทำได้วาจาจะทำได้ ก็เพราะมันเป็นจากใจ แต่ถ้าเป็นแต่ใจอย่างเดียว กายไม่ไปทำ วาจาไม่พูด มันก็เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นมันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน พูดถึงใจ พูดถึงความสวยความงาม ความเกลี้ยงความเกลาของมัน ก็เหมือนพูดถึงไม้หรือเสาที่มันเกลี้ยงแล้ว ไม้ที่เราเอาไปทำเสาทำกระดานต่างๆ ก่อนที่มันจะเกลี้ยงจะเกลา เขาจะทาชะแล็กเสร็จดูเป็นของงาม เราต้องไปตัดต้นไม้มาก่อน ตัดต้นตัดปลายซึ่งเป็นของหยาบๆ แล้วก็ไปผ่าไปเลื่อย อะไรต่างๆเหล่านี้ ใจก็เหมือนกับต้นไม้นั่นแหละ มันต้องผ่านของหยาบๆมา ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไม่เกลี้ยงไม่เกลานั้น ทำลายมาจนถึงความสวยงาม เป็นสัดส่วนได้ก็เพราะมันผ่านเหตุการณ์หยาบๆมา

เหมือนกับนักปฏิบัติเรานั่นเอง ที่เรามาทำจิตใจให้บริสุทธิ์ระงับนั้นก็ดี แต่มันเป็นของยาก มันจะต้องผ่านมาจากข้างนอก คือกายวาจาให้เข้ามาได้ก่อน จึงมาถึงความเกลี้ยงความเกลา ความสวยความงาม เหมือนกับเรามีโต๊ะมีเตียงอยู่แล้วอย่างนี้ สวยแล้ว งามแล้ว แต่ก่อนมันก็เป็นของหยาบ เป็นต้น เป็นลำ เราก็มาตัด ตัดต้นตัดใบ ผ่านของหยาบมา เพราะทางมันต้องเดินมาอย่างนั้น จึงมาเป็นโต๊ะเป็นเตียง จึงมาเป็นของสะสวยได้ บริสุทธิ์ไปด้วยดี ฉะนั้นหนทางเดินเข้าหาความสงบระงับที่ถูกต้อง ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติไว้นั้น ท่านบัญญัติศีลไว้ บัญญัติสมาธิไว้ บัญญัติปัญญาไว้ นี่คือหนทาง เป็นหนทางที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์ นำไปสู่ความเป็นสมณะ เป็นหนทางที่ชำระโลภ โกรธ หลง ออกได้ ฉะนั้นจะต้องเดินจากศีล เดินจากสมาธิ เดินจากปัญญา นี่ก็ไม่ได้ผิดแผกกันไปอย่างไรเทียบข้างนอกกับข้างในไม่ได้ผิดแผกกัน

ฉะนั้นที่เราพากันมาอบรมบ่มนิสัยอยู่นี้ พากันฟังธรรมบ้าง พากันสวดมนต์ทำวัตรบ้าง พากันนั่งสมาธิบ้าง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละมันขัดใจของเรา ขัดเพราะใจของเรามันมักง่าย เกียจคร้าน ไม่อยากทำอะไรให้กระทบกระทั่ง ให้ยากลำบาก มันไม่อยากเอา มันไม่ทำพวกเราทั้งหลายจึงมาอุตส่าห์อด ใช้ธรรมะคือความอดทน วิริยะคือความเพียร ฝ่าฟันพยายามทำมา อย่างกายของเรามันเคยสนุกคะนองเคยทำไปต่างๆนานา จะมารักษามันก็ยากลำบาก วาจาของเรามันเคยพูดไม่ได้สังวรสำรวม ที่เรามาสังวรสำรวมจึงเป็นของยากลำบาก แต่ว่าถึงมันจะยากลำบากก็ช่างมัน เหมือนกับไม้ กว่าจะเอามาทำโต๊ะทำเตียงได้ มันยากลำบากก็ช่างมัน มันต้องผ่านตรงนั้น ถึงคราวเป็นโต๊ะเป็นเตียงได้ มันก็ต้องผ่านของหยาบๆมา

เรานี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ที่ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นพระสงฆ์สาวกที่สัมฤทธิ์จิตไปแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นปุถุชนมาบวชทั้งนั้น ปุถุชนเหมือนเรานี่แหละ มีอวัยวะแข้งขา มีหู มีตา มีโลภมีโกรธ เหมือนกับเรา ลักษณะอะไรไม่ได้แปลกไปจากเราหรอกพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน สาวกของท่านก็เหมือนกัน ทั้งหลายเหล่านี้แหละ เอาแต่ของที่ยังไม่เป็นมาทำให้เป็น ที่ยังไม่งามมาทำให้งาม ที่ยังใช้ไม่ได้มาทำให้ใช้ได้ ตลอดกระทั่งถึงเราทุกวันนี้ ก็เอาลูกชาวบ้านมาบวช เป็นพ่อไร่พ่อนา พ่อค้าพ่อขาย เคยยุ่งเหยิงมาในกามารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงทั้งนั้นแหละ มาบวชในพระพุทธศาสนานี้ มาฝึกมาหัด? ท่านฝึกได้หัดได้ ฉะนั้น จึงทำความเห็นเสียว่ามันเหมือนกับพวกเรา เป็นขันธ์เหมือนกัน มีกายเหมือนกัน มีเวทนา คือ สุข ทุกข์เหมือนกัน สัญญาความจำได้หมายรู้เหมือนกัน สังขาร วิญญาณ ความปรุงแต่งเหมือนกัน มีความรู้ดี รู้ชั่ว ทุกอย่างเหมือนกันหมดฉะนั้น เราก็อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีสภาพอันเดียวกันกับรูปกับนามที่ท่านได้เป็นสาวกมาแล้วไม่ได้ผิดแผกอะไรกัน ท่านก็เป็นปุถุชนมาก่อนเหมือนกัน อันธพาลก็มี คนพาลก็มี ปุถุชนก็มี กัลยาณชนก็มี เหมือนกันกับเราไม่ได้ผิดแผกกัน ท่านเอาบุคคลอย่างนี้มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อสำเร็จมรรคผลได้ ทุกวันนี้ก็เอาคนอย่างนี้มาประพฤติปฏิบัติ มาบำเพ็ญเหมือนกัน มาบำเพ็ญศีล บำเพ็ญสมาธิ บำเพ็ญปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นชื่อของข้อปฏิบัติ เรามาปฏิบัติศีลปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ก็คือมาปฏิบัติที่เรานี่แหละ เรามาปฏิบัติที่เรานี้ถูก! ถูกศีลอยู่นี่ ถูกสมาธิอยู่นี่ เพราะอะไร เพราะกายก็อยู่ที่เรานี้ ศีลนี้ก็แสดงถึงกายทุกชิ้นส่วน อวัยวะทุกชิ้นส่วนนี้ท่านให้รักษาคำว่า ศีลนี้ท่านให้รักษากาย กายเราก็มีแล้วอย่างไรล่ะ เท้าก็มี มือก็มีมีแล้วกายนี่คือที่รักษาศีล มันจะเป็นศีลเป็นธรรม คือมารักษาอยู่นี่อันนี้มีแล้ว วาจาคือคำพูดของเรา พูดเท็จก็ดี พูดส่อเสียดก็ดี พูดคำหยาบก็ดี พูดเพ้อเจ้อก็ดี เหล่านี้แหละ กายก็ดี ฆ่าสัตว์ก็ดี ลักทรัพย์ก็ดี ประพฤติผิดในกามก็ดี นั่นพูดง่ายๆตามบัญญัติ มันก็อยู่กับเรานี้ทั้งหมด มันมีอยู่แล้ว กายก็มี วาจาก็มีแล้ว มีอยู่กับเรานี่เองทีนี้เมื่อเรามาสำรวม คือเรามาดูการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ท่านดูกายหยาบๆนะ ฆ่าสัตว์ ก็คือเอาฆ้อนเอากำปั้นนี้ไปฆ่ามัน สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่นั้นน่ะหยาบเหมือนที่เราเคยทำมาแล้ว แต่ก่อนเราเคยทำมา ไม่ได้รักษาศีลเราก็ทำมาละเมิดมา ไม่ได้สำรวมวาจา พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ คำเพ้อเจ้ออย่างนี้แหละ พูดเท็จก็คือพูดโกหกนั่นแหละ พูดคำหยาบ ก็คือพูดไปเรื่อย ไอ้หมู ไอ้หมา ฯลฯ พูดเพ้อเจ้อก็คือพูดเล่นสิ่งที่ไม่เป็นสาระประโยชน์ พูดไปว่าไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราเคยเล่นเคยพูดมาแล้วทุกอย่าง ไม่ได้สำรวม การรักษาศีลก็คือ มาดูกาย มาดูวาจาของเรานี้

ใครจะเป็นคนดูล่ะทีนี้ จะเอาใครมาดู เวลาจะไปฆ่าสัตว์นั้นใครเป็นคนรู้ มือนั้นหรือเป็นผู้รู้ หรือใครรู้ จะไปขโมยของเขาอย่างนี้ใครเป็นผู้รู้ หรือมือนั่นเป็นผู้รู้ อันนี้เราก็จะรู้จักล่ะทีนี้ จะไปประพฤติผิดในกาม ใครเป็นผู้รู้ก่อน กายนี่หรือมันรู้ เราจะพูดเท็จอย่างนี้ ใครเป็นผู้รู้ก่อน เราจะพูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้ออย่างนี้ ใครรู้ก่อน ปากนั่นหรือมันรู้ หรือคำพูดมันรู้ก่อน นั่นให้พิจารณาดูซิ ใครมันรู้ก็เอาผู้นั้นแหละรักษามัน ใครเป็นผู้รู้ก็เอาผู้นั้นแหละดู ผู้ใดรู้จัก ผู้ใดรู้ เอาผู้นั้นรักษา เอาผู้ที่มันพาผู้อื่นทำนั่นแหละ มันพาทำดี มันพาทำชั่วเอาผู้ที่มันพาทำนั่นมารักษา จับโจรนั่นแหละมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน มาเป็นกำนัน จับตัวนี้แหละมารักษาหมู่คณะ เอามันนั่นแหละมาดู มาพิจารณา ท่านว่าให้รักษากาย ใครเป็นผู้รักษา กายมันไม่รู้จักอะไรนะ กายน่ะเดินไปเหยียบไป ไปทั่ว มือนี้ก็เหมือนกัน มันไม่รู้จักอะไรมันจะจับนั่นแตะนี่ มีผู้บอก มันจึงทำ จับอันนั้น จับแล้ววางมันก็วางอันนั้น เอาอันโน้นอีก มันก็ทิ้งอันนี้เอาอันนั้น ต้องมีผู้บอกทั้งนั้น มันไม่รู้จักอะไรหรอก ต้องผู้อื่นบอกผู้อื่นสั่ง ปากของเราก็เหมือนกัน มันจะโกหก มันจะซื่อสัตย์สุจริต มันจะพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบทั้งหลายเหล่านี้แหละ มันมีผู้บอกทั้งนั้น

ฉะนั้น การปฏิบัติจึงต้องตั้ง "สติ" คือความระลึกได้ไว้ในผู้รู้ผู้ที่มันรู้จักนั้น ให้ลักของเขา ให้ฆ่าสัตว์ ให้ผิดในกาม ให้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดเล่นพูดหัว ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ผู้รู้พาให้พูดนี่มันมีที่อยู่ อยู่ที่นั่น เอาความรู้หรือเอาสติ คือความระลึกได้เสมอไว้กับผู้รู้นั้นแหละ ให้ผู้นั้นรักษา คือ "รู้" นั่นเอง ท่านจึงบัญญัติไว้หยาบๆ ฆ่าสัตว์เป็นบาป ผิดศีล ลักทรัพย์ก็ผิด ประพฤติผิดในกามผิด พูดเท็จผิด พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อผิด เราจำไว้ อันนี้เป็นบัญญัติของท่าน อาญาของพระพุทธเจ้า ทีนี้เราก็มาระวัง ผู้ที่เคยละเมิดมาแล้ว เคยสั่งเรา เมื่อก่อนมันเคยสั่งมา เคยสั่งให้ฆ่าสัตว์ ให้ลักทรัพย์ให้ประพฤติผิดในกาม ให้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดไม่ได้สังวรสำรวมต่างๆ ร้องรำทำเพลง ผิวปาก ดีดตีสีซอทั้งหลาย เหล่านี้แหละ ผู้ใดเป็นผู้สั่ง กลับมาให้ผู้นั้นเป็นผู้รักษาเลย เอาสติคือความรู้สึกนั้นระลึก ให้มันสำรวมอย่างนั้น ให้หมั่นรักษาตัวเอง รักษาให้ดี ถ้ามันรักษาได้นะ

กายก็รักษาไม่ยากเพราะอยู่ใต้ปกครองของจิต วาจาก็รักษาไม่ยากเพราะอยู่ใต้ปกครองของจิต ฉะนั้น การรักษาศีล คือการรักษากาย วาจา นี้เป็นของไม่ยาก เรามาทำความรู้สึกทุกๆอิริยาบถ ไม่ว่าการยืน เดิน นั่ง นอน ทุกๆวาระของเรา ก่อนที่จะทำอะไรให้รู้ก่อนเลย ก่อนที่จะพูดจะจาอะไรก็ให้รู้ก่อน อย่าให้ทำก่อน พูดก่อน ให้รู้เสียก่อน จึงพูดจึงทำ ให้มีสติ คือความระลึกได้ ก่อนที่จะทำจะพูดอะไรก็ช่าง ต้องให้ระลึกได้เสียก่อน มาหัดสิ่งนี้ให้คล่องแคล่ว หัดให้เท่าทัน คล่องแคล่วระลึกได้ ระลึกได้แล้วจึงทำ ระลึกได้แล้วจึงพูดจึงจา มาตั้งสติไว้ในใจอย่างนี้แหละ ให้ผู้รู้อันนี้เอง เอาผู้รู้รักษาตัวเอง เพราะมันเป็นผู้ทำเอง มันเป็นผู้ทำ จะให้ผู้อื่นมารักษาไม่ได้ต้องให้มันรักษามันเอง ถ้ามันไม่รักษามันเองก็ไม่ได้ นี่ท่านถึงว่าการรักษาศีลนี้รักษาไม่ยาก คือมารักษาเจ้าของนี่แหละ ทีนี้ถ้าหากว่าโทษทั้งหลายทั้งปวง มันจะเกิดขึ้นทางกายทางวาจาของเรา ถ้าหากว่ามีสติอยู่ มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เราก็รู้จัก รู้จักผิดรู้จักถูก เพราะฉะนั้น นี่คือการรักษาศีล การรักษาศีลนี้ขึ้นอยู่กับเรา กายวาจาอันนี้เป็นเบื้องแรก

ถ้าเรารักษากาย รักษาวาจาได้ งาม สวยงาม สบาย จรรยามารยาทต่างๆนานา การไปการมา การพูดจา งามเลย งามอยู่ในลักษณะนั้นมันงาม คือมีผู้ดัดแปลง มีผู้รักษา มีผู้พิจารณาอยู่อย่างนั้น เปรียบคล้ายกับบ้าน หรือศาลา หรือกุฏิของเรา มีผู้กวาด มีผู้รักษาอยู่เสมอ ตัวกุฏิก็งาม ลานกุฏิก็งาม ไม่เศร้าหมอง ก็เพราะมีคนรักษาอยู่ มันจึงสวยได้ งามได้ กายวาจาของเราก็เช่นนั้น ถ้ามีคนรักษามันก็งาม ความชั่วช้าลามกสกปรกเกิดขึ้นมาไม่ได้ มันงาม "อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ" งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย หรือไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในเบื้องปลาย นี่คืออะไร คือศีลหนึ่ง สมาธิหนึ่งปัญญาหนึ่ง มันงามเบื้องต้นก็งาม ถ้างามเบื้องต้น เบื้องกลางก็งามนี่ถ้าหากว่าเราสังวรสำรวมได้ตามสบาย ระวังอยู่เสมอๆ จนใจของเรานั้นตั้งมั่นอยู่ในการรักษา ในการสังวรสำรวม ใฝ่ใจอยู่เสมอ มั่นอยู่อย่างนั้นแหละ อาการที่มั่นอยู่ในข้อวัตร มั่นอยู่ในการสังวรสำรวมทั้งหลายเหล่านี้ อาการอย่างนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สมาธิ"

อาการที่สำรวม รักษากายไว้ รักษาวาจาไว้ รักษาอะไรต่างๆทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น มันรักษาไว้ อาการที่รักษาอยู่เสมอๆอย่างนี้สำรวมอยู่อย่างนี้ท่านเรียกว่า "ศีล" อาการที่มั่นในการสังวรสำรวมอยู่นั้น ใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า "สมาธิ คือความตั้งใจมั่น มั่นอยู่ในอารมณ์นั้นมั่นอยู่ในอารมณ์นี้ สังวรสำรวมอยู่เสมอเลยทีเดียว อาการนี้เรียกว่า สมาธิ สมาธิอันนี้เป็นสมาชิกชั้นนอก แต่ว่ามันก็มีอยู่ข้างใน อันนี้ก็ให้มีไว้ มันต้องมีอย่างนี้เสียก่อน เมื่อมันมั่นในสิ่งเหล่านี้แล้ว มีศีลแล้วมีสมาธิแล้ว อาการพินิจพิจารณาสิ่งที่มันจะผิดสิ่งที่มันจะถูก ถูกไหมหนอ ผิดไหมหนอ ใช่ไหมหนอ ทั้งหลายเหล่านี้ อารมณ์ต่างๆที่ผ่านมา รูปมากระทบ เสียงมากระทบ กลิ่นมากระทบ โผฏฐัพพะมากระทบ ธรรมารมณ์มากระทบ ทั้งหลายเหล่านี้ ผู้รู้จะเกิดขึ้น เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ชอบใจบ้าง รู้จักอารมณ์ดีบ้าง อารมณ์ไม่ดีบ้างทั้งหลายเหล่านี้แหละ จะได้เห็นหลายๆอย่าง ถ้าเราสำรวมแล้วนะ จะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา มันแสดงปฏิกิริยาขึ้นทางจิต ทางผู้รู้ มันจะได้รับการพิจารณา อาการที่มันสำรวมอยู่แล้ว และก็มั่นอยู่ในความสังวรสำรวม อะไรผ่านมาในที่นั้นมันจะแสดงปฏิกิริยาขึ้นทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันใดมันผิดหรือมันถูกดีชั่วประการใด อาการเหล่านี้เกิดขึ้นมา ความเลือกเฟ้นความรู้ทั้งหลาย อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้แหละที่ว่าเป็น "ปัญญาบางๆ" ปัญญาอันนี้ก็มีอยู่ในใจของเรานี้ทั้งหมด อาการนี้ท่านเรียกว่าศีล เรียกว่าสมาธิ เรียกว่าปัญญา อันนี้เป็นเบื้องต้นเกิดขึ้นมาก่อน

ต่อไปมันจะเกิดเป็นความยึดมั่นหมายมั่นขึ้นมา ยึดความดีละทีนี้ กลัวจิตจะตกบกพร่องต่างๆ กลัวสมาธิจะถูกทำลาย จะเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นมา รักมาก ถนอมมาก ขยันมาก หมั่นเพียรมากทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อถูกอารมณ์มากระทบ หวาดกลัว สะดุ้ง เห็นคนนั้นทำผิด ทำไม่ดีมารู้ไปหมดล่ะ ทั้งหลายเหล่านี้ มันหลง นี่ศีลขั้นหนึ่ง สมาธิขั้นหนึ่ง ปัญญาขั้นหนึ่ง ชั้นนอก เพราะเห็นตามอาญาของพระพุทธเจ้าของเรา อันนี้เป็นเบื้องแรก ต้องตั้งอยู่ในใจ ต้องมีอยู่ในใจ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นในจิต เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นเอามากจนกระทั่งไปทางไหน เห็นใครทำอะไรผิดหูผิดตาไปเสียหมด เกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นมาก็ได้ สงสัยลังเลต่างๆนานา การจับผิดจับถูก คือมันทำมากเกินไป แต่ก็ช่างมันเสียก่อน ให้เอาให้มากเสียก่อนพวกนี้ ให้รักษากาย วาจา รักษาจิตเสียก่อน ให้มากๆไว้ ไม่เป็นไรพวกนี้ นี่เรียกว่าศีลชั้นหนึ่ง ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มีหมด ศีลชั้นนี้ถ้าเรียกว่าบารมีก็เป็น "ทานบารมี" หรือ "ศีลบารมี" มีอยู่อีกต่างหาก ก็ออกจากอันเดียวนี่เอง คือมันละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านี้ กลั่นเอาความละเอียดออกจากของหยาบนี่แหละ ไม่ใช่อื่นไกลอะไร ทีนี้เมื่อได้หลักอย่างนี้ ปฏิบัติไว้ในใจของเราเป็นเบื้องแรก จะรู้สึกว่าอาย กลัว อยู่ที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ใจมันกลัวจริงๆ สยดสยองอยู่เสมอเลยทีเดียว จิตใจนั้นเอาเป็นอารมณ์อยู่เสมอในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เอาความผิดความถูก สังวรสำรวมกายวาจาเป็นอารมณ์ มั่นอยู่อย่างนี้แหละ ยึดมั่นถือมั่นจริงๆ มันเลยเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา อันนี้ในข้อบัญญัตินะ

ทีนี้เมื่อเราทำไปรักษาไป ประพฤติปฏิบัติไปเรื่อยๆ อาการนั้นเต็มอยู่ในใจของเรา แต่ว่าศีลขั้นนี้ สมาธิขั้นนี้ ปัญญาขั้นนี้ยังไม่เป็นองค์ฌานหรอก พวกนี้ค่อนข้างหยาบ แต่ว่ามันเป็นของละเอียดละเอียดของหยาบ ละเอียดของปุถุชน เราซึ่งไม่เคยทำ ไม่เคยรักษาไม่เคยภาวนา ไม่เคยปฏิบัติ เท่านี้ก็เป็นของละเอียดแล้ว เหมือนกับเงินสิบบาทหรือห้าบาท มีความหมายแก่คนจน ถ้าคนมีเงินล้านเงินแสนแล้ว เงินห้าบาทสิบบาทไม่มีความหมาย มันเป็นเรื่องอย่างนี้ถ้าเป็นคนจนอยากได้ เงินบาทสองบาทก็มีความหมายแก่คนจน คนไม่มีถึงโทษขนาดที่เราละได้อย่างหยาบๆเป็นต้น ก็มีความหมายแก่ปุถุชน ผู้ไม่เคยได้ละได้ทำมา ก็ยังมีความภูมิใจอย่างเต็มขั้นบริบูรณ์ในขั้นนี้อันนี้จะเห็นเอง ผู้ที่ปฏิบัติจะต้องมีอยู่ในใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าเราเดินศีล เดินสมาธิ เดินปัญญา ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ขาดจากกันไม่ได้ เมื่อศีลดี ความมั่นก็มั่นขึ้นมา ปัญญาก็ยิ่งกล้าขึ้นมา ทั้งหลายเหล่านี้แหละ กลับเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกันอยู่ เรียกว่า การประพฤติปฏิบัติเรื่อยๆ ทำเรื่อยๆไป เป็นสัมมาปฏิปทา ไม่ได้ขาด

ฉะนั้น ถ้าหากเราทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่า เข้าหนทาง เข้าหนทางดำเนินเป็นเบื้องแรกเลยทีเดียว อันนี้เป็นขั้นหยาบๆ เป็นของรักษาได้ยากสักหน่อย ทีนี้ถ้าหากว่ามันละเอียดเข้าไปนะ ศีล สมาธิ ปัญญานี่ก็ออกจากอันเดียวกัน คล้ายกับมันกลั่นออกจากอันเดียวกัน เหมือนกับต้นมะพร้าวเรานี่แหละ พูดง่ายๆ ต้นมะพร้าวของเรานี่นะ มันดูดเอาน้ำธรรมชาติขึ้นไป น้ำธรรมชาติขึ้นไปตามลำต้นของมัน แต่ไปถึงลูกมะพร้าวเกิดหวาน เป็นน้ำสะอาด แต่ก็น้ำพวกนี้แหละ อาศัยน้ำพวกนี้ อาศัยลำต้นพวกนี้ อาศัยน้ำอาศัยดินหยาบๆนี่แหละ ดูดขึ้นไปกลั่นขึ้นไป พอไปถึงลูกมะพร้าว กลายเป็นน้ำสะอาดยิ่งกว่านี้ หวานอีกด้วย

ฉันใด ศีล สมาธิ ปัญญา คือ มรรคของเรานี้ หยาบเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่าจิตของเรามาพิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้มันละเอียดขึ้นไปๆแล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็หายจากหยาบไปละเอียด ละเอียดไปๆ ทีนี้การรักษาก็แคบเข้ามา แคบเข้ามา ง่าย ใกล้เข้ามาหาเจ้าของไม่ผิดไปมากละทีนี้ ไม่ผิดไปมากมาย เพียงแต่เรื่องใดมากระทบขึ้นในใจ เรานี้มีอาการสงสัยเกิดขึ้น เช่นว่า การทำอย่างนี้ผิดหรือถูกหรือพูดอย่างนี้ถูกไหมหนอ พูดอย่างนี้ผิดไหมหนอ อย่างนี้เป็นต้น ก็เลิก มันใกล้เข้า ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆเข้ามา เรื่องสมาธิมันก็ยิ่งมั่นเข้ามา เรื่องปัญญาก็ยิ่งมองเห็นได้ง่าย ผลที่สุดก็เห็น "จิตกับอารมณ์" ไม่ได้แยกไปถึงกายวาจา ไม่ได้แยกถึงอะไรทั้งนั้น พูดถึงกายกับจิต ทีนี้พูดถึงกายกับจิต พูดถึงอารมณ์กับจิต เรื่องกายกับจิตมันอาศัยซึ่งกันและกัน เห็นผู้บังคับกายคือจิต กายจะเป็นไปได้ก็เพราะจิต ทีนี้จิตนั้นก่อนที่จะบังคับกาย มันก็อาศัยอารมณ์มากระทบจิต แล้วอารมณ์ก็บังคับ ทีนี้เมื่อเราพิจารณาเรื่อยๆเข้าไปนะ ความแยบคายมันจะค่อยๆเกิดขึ้น ผลที่สุดแล้วมันจะมีจิตกับอารมณ์ คือกายนี้ที่เป็นรูปมันก็เป็นอรูปไป มันไม่มาลูบคลำรูปอันนี้ มันเอาอาการของรูปนี้เข้าไปเป็นอรูป เป็นอารมณ์มากระทบกันเข้ากับจิตอารมณ์ผลที่สุดก็เป็นจิตกับอารมณ์ อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมากับจิตของเรา นั่น!จิตของเรา

ทีนี้เราจะหยั่งถึงธรรมชาติของจิต จิตของเราไม่มีเรื่องราวอะไรเหมือนกับเศษผ้าหรือธงที่เขาเหน็บไว้ปลายไม้อย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือเหมือนใบไม้ตามธรรมชาติอยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไร ที่ใบไม้มันไหวกวัดแกว่งเพราะลมมาพัดต่างหาก ธรรมชาติของใบไม้มันอยู่นิ่งๆไม่เป็นอะไร ไม่ได้ทำอะไรกับใคร ที่มันไหวไปมาเพราะมีอะไรมากระทบต่างหาก เช่น ลมมากระทบเป็นต้น มันก็กวัดแกว่งไปมาธรรมชาติของจิตก็เหมือนกัน ไม่มีรัก ไม่มีชัง ไม่ให้โทษผู้ใด มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เป็นสภาวะอันบริสุทธิ์ใสสะอาดจริงๆ อยู่ด้วยความสงบ ไม่มีความสุข ไม่มีความทุกข์ ไม่มีเวทนาใดๆ นี่สภาพจิตจริงๆเป็นอย่างนั้น ทีนี้เรามาปฏิบัติก็เพื่อค้นเข้าไป พิจารณาเข้าไป ค้นเข้าไปจนถึงจิตอันเดิม จิตเดิมที่เรียกว่าจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์นั้นคือจิตที่ไม่มีอะไร ไม่มีอารมณ์อะไรที่จะผ่านมา คือไม่ได้วิ่งไปตามอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ได้ติดอันนั้น ไม่ติดอันนี้ ไม่ได้สุขทางนั้นสุขทางนี้ ไม่ได้ดีใจกับสิ่งนั้น เสียใจกับสิ่งนี้ แต่จิตเป็นผู้รู้อยู่เสมอเป็นผู้รู้เรื่องราวทั้งหลาย เมื่อจิตเป็นอย่างนี้แล้ว อารมณ์ทั้งหลายที่มาพัดอารมณ์ดีก็ดี อารมณ์ชั่วก็ดี อารมณ์ทั้งหลายมาพัดมาไตร่ตรองเข้าไปก็ดี จิตมีความรู้สึกอย่างนั้น จิตอันนี้ไม่เป็นอะไร คือไม่ได้หวั่นไหวเพราะอะไร เพราะจิตนั้นรู้ตัว จิตนั้นสร้างความอิสระไว้ในตัวของมันมันถึงสภาพของมัน ถึงสภาพอันเดิมของมัน ทำไมมันถึงสร้างสภาพอันเดิมไว้ได้ คือผู้รู้พิจารณาอย่างแยบคายแล้วว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเป็นอาการทางธาตุอันหนึ่ง ไม่ได้มีใครทำอะไรใคร เหมือนกับสุขทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้แหละ เกิดขึ้นมามันก็สักแต่ว่าสุข มันก็สักแต่ว่าทุกข์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ "สุข" จิตก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ "ทุกข์"จิตก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ ดูเอานั่น มันไม่ใช่เรื่องของจิตจะเอา มันคนละเรื่องคนละอย่าง สุขก็สักแต่ว่าสุขเฉยๆ ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์เฉยๆท่านเป็นผู้รู้เท่านั้น

แต่ก่อนนี้ เมื่อโลภะ โทสะ โมหะ มีมูลแล้วนะ พอเห็นก็รับเลย สุขก็เอา ทุกข์ก็เอาเข้าไปเสวย เราเป็นสุขเราเป็นทุกข์ ไม่หยุดไม่หย่อน นั่นจิตยังไม่ทันรู้ตัว ยังไม่สว่างไสว ไม่มีอิสระ จิตไปตามอารมณ์ จิตไปตามอารมณ์ คือจิตเป็นอนาถา ได้อารมณ์ดีก็ดีไปด้วยมันลืมเจ้าของ เจ้าของเดิมนั้นเป็นของที่ไม่ดีไม่ชั่ว นี่อันเดิมของมันถ้าจิตดีก็ดีไปด้วย นั่นคือมันหลง ถ้าจิตไม่ดีก็ไม่ดีไปด้วย จิตทุกข์ก็ทุกข์ไปด้วย จิตสุขก็สุขไปด้วย ทีนี้เลยเป็นโลก อารมณ์มันเป็นโลกติดไปกับโลก ให้เกิดสุขให้เกิดทุกข์ ให้เกิดดีให้เกิดชั่ว ให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเป็นไปในของไม่แน่นอน ถ้าออกจากจิตอันเดิมแล้วก็ไม่แน่นอนเลย มีแต่เกิด มีแต่ตาย มีแต่หวั่นไหว มีแต่ทุกข์ยากลำบากตลอดสิ้นกาลนาน ไม่มีทางสิ้นสุดจบลงสักที มันเป็นตัววัฏฏะทั้งนั้น

เมื่อเราพิจารณาอย่างแยบคาย มันก็ต้องเป็นไปตามที่มันเคยเป็น จิตนั้นไม่มีอะไร มันเป็นเพราะเรายึด อย่างเช่น คำนินทา หรือสรรเสริญของมนุษย์ทั้งหลาย อย่างเขาว่า คุณชั่วอย่างนี้แหละ ทำไมเราจึงเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์เพราะเข้าใจว่าเขาว่า มันเลยไปหยิบเอามาใส่ใจ การที่ไปหยิบไปรับรู้มาอย่างนั้น รู้ไม่เท่าทันแล้วไปจับมาความรู้สึกอันนั้นแหละเรียกว่า เอามาแทงเจ้าของ "อุปาทาน" เมื่อมาแทงแล้ว ทีนี้มันก็เป็น "ภพ" เป็นภพที่จะให้เกิดชาติ คำพูดบางสิ่งบางอย่าง ถ้าเราไม่รับรู้มันเสีย สักแต่ว่าเป็นเสียง อย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไร อย่างเขมรเขามาด่าเราอย่างนี้ เราก็ได้ยินอยู่ สักแต่ว่าเสียงเสียงเขมรเฉยๆ สักแต่ว่าเป็นเสียง ไม่รู้จักความหมายว่าเขาด่าเรา จิตมันไม่รับ อย่างนี้ก็สบาย หรือพวกญวนพวกภาษาต่างๆเขามาด่าเราอย่างนี้ เราก็ได้ยินแต่เสียงเฉยๆ ก็สบาย มันไม่รับเอาเข้ามาแทงจิตจิตอันนี้พูดถึงการเกิดและดับของจิตนี้ รู้เรื่องกันง่าย เมื่อเรามาพิจารณาอย่างนี้เรื่อยๆไป จิตก็ค่อยๆละเอียดขึ้น เพราะมันผ่านความหยาบมาแล้ว

เรื่องสมาธิ คือความตั้งใจมั่น จิตยิ่งมั่นเข้ามา ยิ่งมั่นหมายเข้ามา ยิ่งพิจารณาเข้ามา ยิ่งแน่เข้ามา มั่นจริงๆว่าจิตนี้ไม่เป็นไปกับใคร จิตอย่างนี้เชื่อแน่จริงๆก็ไม่เป็นไปกับใคร ไม่เป็นไปกับอารมณ์ อารมณ์เป็นอารมณ์ จิตเป็นจิต ที่จิตเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นดีเป็นชั่ว เพราะจิตหลงอารมณ์ ถ้าไม่หลงอารมณ์แล้วไม่เป็นอะไร จิตนี้ไม่ได้หวั่นไหว สภาวะอันนี้เรียกว่าเป็นสภาพรู้อันหนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นเป็นอาการของธาตุทั้งหมด เกิดแล้วก็ดับไปเฉยๆอย่างนี้ ถึงแม้เรามีความรู้สึกอย่างนี้ แต่ยังละไม่ได้ ก็มีนะ การละได้หรือละไม่ได้ก็ช่างมันเถิด ให้มีความรู้หรือมีความหมายไว้อย่างนี้เสียก่อนในเบื้องแรกของจิต เราค่อยพยายามเข่นฆ่าเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว จิตถอยออกมา พระบรมศาสดาหรือคัมภีร์ท่านกล่าวว่าเป็น "โคตรภูจิต" โคตรภูจิตนี้ คือจิตมันจะข้ามโคตรภูมิ จิตของปุถุชนย่างเข้าไปหาอริยชน ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนเรานี่เอง มี "โคตรภูบุคคล" พอก้าวเข้าไปถึงจิตพระนิพพาน แต่ไปไม่ได้ ถอยออกมาปฏิบัติขั้นหนึ่ง ถ้าเป็นคนก็เหมือนคนเดินข้ามห้วย ขาข้างหนึ่งอยู่ฟากห้วยทางนี้ อีกขาหนึ่งอยู่ฟากห้วยทางโน้น เข้าใจแล้วล่ะว่า ห้วยฝั่งทางโน้นก็มี ฝั่งทางนี้ก็มี แต่ไปไม่ได้ ถอนมาที่บุรุษผู้นั้นเข้าใจว่า ฝั่งทางโน้นก็มีฝั่งทางนี้ก็มี นี่คือโคตรภูบุคคล หรือโคตรภูจิต แปลว่ารู้เข้าไปแต่ไปยังไม่ได้ ถอนกลับมา เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ มาดำเนินไปสร้างบารมีไป มาบำเพ็ญเข้าไป เห็นว่ามันแน่นอน มันเป็นอย่างนั้น จะต้องตรงไปทางนั้น พูดง่ายๆ สภาพที่เราพากันมาประพฤติปฏิบัติอยู่เดี๋ยวนี้ ถ้าพิจารณาตามเรื่องราวจริงๆแล้ว มันมีหนทางที่จะต้องไป คือเรารู้หนทางในเบื้องแรกว่า ความดีใจหรือเสียใจไม่ใช่หนทางที่เราจะเดิน เราต้องรู้จักอย่างนี้ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะถ้าไปดีใจ มันก็ไม่ใช่ทาง เกิดทุกข์ได้ ไปเสียใจก็เกิดทุกข์ได้นั่นคือเราคิดได้อย่างนี้แต่ว่ายังละไม่ได้

ทีนี้ตรงไหนที่มันถูก ให้นำเอาความดีใจและเสียใจไว้สองข้างพยายามเดินตรงกลาง เอาติดไว้เท่านั้น อันนี้ถูกหนทาง เรากำหนดรู้อยู่ แต่ยังทำไม่ได้ เมื่อเรายังทำไม่ได้ ถ้าติดสุขหรือทุกข์เราก็รู้จักอยู่เสมอว่ามันติด เมื่อนั้นแหละเราจะถูกได้ เมื่อจิตติดสุขอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้สรรเสริญมัน เมื่อจิตติดทุกข์ก็ไม่ได้ดูถูกมัน เราจะได้ดูมันล่ะทีนี้สุขก็ผิด ทุกข์ก็ผิด เข้าใจอยู่ว่ามันไม่ใช่หนทาง รู้น่ะรู้อยู่ แต่ยังละไม่ได้ ยังละไม่ได้ แต่รู้อยู่ รู้แล้วไม่ได้สรรเสริญสุข ไม่ได้สรรเสริญทุกข์ ไม่ได้สรรเสริญทางทั้งสองนั้น ไม่ได้สงสัย รู้ว่าไม่ใช่หนทางเหมือนกัน ทางนี้ก็ไม่ใช่ ทางนั้นก็ไม่ใช่ เอาทางกลางนี่เป็นอารมณ์อยู่เสมอเลยทีเดียว ถ้าหากจิตพ้นจากทุกข์สุขเมื่อใดแล้ว จะเกิดอันนี้ขึ้นเป็นหนทาง ใจเราย่องเข้าไปรู้เสียแล้ว แต่ว่าไปเลยไม่ได้ ถอนออกมาปฏิบัติ เมื่อสุขเกิดขึ้นมา มันติด ให้เอาสุขนั้นขึ้นมาพิจารณา เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมา มันติด ก็ให้เอาทุกข์นั้นขึ้นมาพิจารณา จนมันรู้เท่าความสุขเมื่อใด จนมันรู้เท่าความทุกข์เมื่อใด นั่นเอง มันจึงจะวางสุขมันจึงจะวางทุกข์ วางดีใจนี้วางเสียใจนี้ วางโลกทั้งหลายเหล่านี้เป็น"โลกวิทู" ได้ เมื่อตัวผู้รู้มันวางได้เมื่อใด มันก็ลงที่นั่นเลย ทำไมมันถึงลงที่นั่น เพราะมันเดินเข้าไปแล้ว ที่นั่นมันรู้แล้ว แต่มันไปไม่ได้ เมื่อจิตติดสุขติดทุกข์ก็ไม่หลงมัน พยายามคุ้ยออก พยายามเขี่ยออกเสมอ อันนี้อยู่ตรงระดับเป็น "พระโยคาวจร" ผู้เดินทางยังไม่ถึงที่

อาการเหล่านี้เพ่งดูในขณะจิตของเจ้าของ ไม่ต้องสอบสวนอารมณ์อะไรเลยทีเดียว เมื่อมันติดอยู่ในทั้งสองอย่างนี้ ให้รู้เสียว่าอันนี้มันผิดอยู่แน่ๆทั้งสองอย่าง มันติดอยู่ในโลกนั่นเอง สุขก็ติดอยู่ในโลก ทุกข์ก็ติดอยู่ในโลก นั่นมันติดอยู่ในโลก โลกมันตั้งขึ้นได้ก็เพราะไม่รู้เท่าทันนั่นแหละ ไม่ใช่เกิดจากอะไรอื่น เพราะไม่รู้เท่าทันมันก็เข้าไปหมายไปปรุง ไปแต่งเป็นสังขารเลยนั่น มันสนุกอยู่ตรงนี้แหละ การปฏิบัติติดตัวไหนมันก็กระหน่ำอยู่ไม่วาง ติดสุขมันก็กระหน่ำสุขเลย จิตของเรามันไม่ได้ปล่อยตัว ติดทุกข์อย่างนี้มันจับบึ่งเลย พิจารณาเลย มันจะเข้าด้ายเข้าเข็ม มันไม่วางหรอก อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ มันไม่มาต้านทานได้หรอก ถึงแม้มันผิด รู้จักว่าผิดจิตไม่ได้ประมาท จิตใหญ่ๆนั้นไม่ได้ประมาท คล้ายกับว่าเราเดินเข้าไปเหยียบหนาม เราไม่อยากเหยียบหรอกหนาม ระวังเต็มที่ แต่มันเหยียบไป เหยียบแล้วพอใจไหม ก็ไม่พอใจ เมื่อเรารู้จักหนทางแล้วว่า อันนี้มันเป็นโลก อันนี้มันเป็นทุกข์ อันนี้มันเป็นตัววัฏฏะ เรารู้จักแต่ว่ามันเหยียบเข้าไปเสีย มันก็ไปกับความสุขความทุกข์ คือความดีใจเสียใจอย่างนี้เป็นต้น แต่มันก็ยังไม่พอใจนะ มันพยายามทำลายสิ่งเหล่านี้ออก ทำลายโลกออกจากใจอยู่เสมอเลยทีเดียว จิตขณะนี้แหละสร้างอยู่นี้นะ ปฏิบัติตรงนี้ สร้างอยู่นี่ บำเพ็ญอยู่นี่ นี่เรื่องทำความเพียร เรื่องปฏิบัติ มันสนทนาอยู่อย่างนี้ พิจารณาอยู่อย่างนี้ เรื่องข้างในของมัน สิ่งเหล่านี้เมื่อมันถอนโลกแล้ว มันก็ค่อยขยับตัวเข้าไปเรื่อยๆ ทีนี้ผู้รู้ทั้งหลายเหล่านี้แหละ เมื่อรู้แล้ว รู้อยู่เฉยๆ รู้เท่านั้น รู้แจ้ง ไม่รับส่วนกับผู้ใด ไม่รับเป็นทาสใคร ไม่รับส่วนกับใครรู้แล้วไม่เอา รู้แล้ววาง รู้แล้วละสุขก็มีอยู่เหมือนกัน ทุกข์ก็มีอยู่เหมือนกัน อะไรก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เอา

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ก็รู้จักว่า เออ! จิตเป็นอย่างนี้ อารมณ์เป็นอย่างนี้ จิตพรากจากอารมณ์ อารมณ์พรากจากจิต จิตเป็นจิตอารมณ์เป็นอารมณ์ ถ้ารู้จักสิ่งทั้งสองเหล่านี้แล้ว เข้ากันเมื่อใดเราก็รู้มันเมื่อนั้น เมื่อจิตประสบกับอารมณ์เมื่อใดก็รู้เมื่อนั้น เมื่อการปฏิบัติของพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ขณะยืน หรือเดิน หรือนั่ง หรือนอนนั้นมีความรู้สึกอยู่อย่างนี้เสมอแล้ว อันนี้ท่านเรียกว่า "ผู้ปฏิบัติปฏิปทาเป็นวงกลม" เป็นสัมมาปฏิปทา ลืมตัวไม่ได้ ลืมไม่ได้ ไม่ใช่ดูแต่ของหยาบ ดูของละเอียดข้างใน ข้างนอกมันวางเอาไว้ ทีนี้ก็ดูแต่กายกับจิต ดูแต่อารมณ์กับจิตนี้ ดูมันเกิด ดูมันดับ ดูเกิดแล้วก็ดับไป ดับแล้วก็เกิดขึ้นมา ดับเกิด เกิดดับ ดับแล้วเกิด เกิดแล้วดับ ผลที่สุดก็ดูแต่ความดับเท่านั้นล่ะทีนี้ "ขัยยะวัยยัง" ความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดาของมัน เป็นขัยยะวัยยัง จิตใจเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ จิตไม่ไปสืบสาวเอาอะไรหรอก มันจะทันของมันล่ะทีนี้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น รู้ก็สักแต่ว่ารู้ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น อันนี้ปรุงไม่ได้ อันนี้แต่งไม่ได้

ฉะนั้น การปฏิบัติของเราอย่าไปมัวงมมัน อย่าไปสงสัย การรักษาศีลของเราก็เหมือนกัน เหมือนกับที่ว่ามานี้ล่ะ พิจารณาดูซิว่ามันผิดหรือไม่ผิด ดูแล้วเลิก อย่าไปสงสัย การทำสมาธิก็เหมือนกัน ทำสงบ...สงบไป ทำไปๆ สงบไป มันจะคิดก็ช่างมัน ให้เรารู้จักเรื่องของมัน บางคนนะอยากให้สงบ แต่ไม่รู้จักความสงบ ไม่รู้จักความสงบจิตความสงบนั้นมีสองอย่าง สงบเรื่องสมาธิอันหนึ่ง สงบเรื่องปัญญาอันหนึ่ง

สงบเรื่องสมาธินี่หลง หลงมากๆเลย สงบเรื่องสมาธินี่คือปราศจากอารมณ์มันจึงสงบ ไม่มีอารมณ์มันก็สงบ ก็ติดสุขล่ะทีนี้ แต่เมื่อถูกอารมณ์ก็งอเลย กลัว กลัวอารมณ์ กลัวสุข กลัวทุกข์ กลัวนินทา กลัวสรรเสริญ กลัวรูป กลัวเสียง กลัวกลิ่น กลัวรส สมาธินี่กลัวหมด ถึงได้ไม่อยากออกมากับเขา ถ้าคนที่มีสมาธิแบบนี้ อยู่แต่ในถ้ำนั่น เสวยสุขอยู่ไม่อยากออกมา ที่ไหนมันสงบก็ไปซุกไปซ่อนอยู่อย่างนั้น ทุกข์มากนะสมาธิแบบนี้ ออกมาอยู่กับผู้อื่นเขาไม่ได้ มาดูรูปไม่ได้ ได้ยินเสียงไม่ได้ มารับอะไรไม่ได้ ต้องไปอยู่เงียบๆอย่างนั้นไม่ต้องให้ใครเขาไปพูดไปจา สถานที่ต้องสงบ

สงบอย่างนี้ใช้ไม่ได้ สงบขั้นนั้นแล้วให้เลิก ถอนออกมา พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกให้ทำอย่างนั้น ถ้าทำอย่างนั้นแล้วให้เลิก ถ้ามันสงบแล้ว เอามาพิจารณา เอาตัวสงบมาพิจารณา เอามาต่อกับอารมณ์ เอามาพิจารณา รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี โผฏฐัพพะพวกนี้ ธรรมารมณ์พวกนี้ เอาออกมาเสียก่อน เอาตัวความสงบนั้นมาพิจารณา เป็นต้นว่ามาพิจารณา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อะไรต่างๆเหล่านี้ พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาโลกทั้งสิ้นทั้งปวงนี่เอง เอามาพิจารณาแล้ว ถึงคราวให้สงบก็นั่งสมาธิให้สงบเข้าไป แล้วก็มาพิจารณา ให้มาหัด ให้มาฟอก เอามาต่อสู้ มีความรู้แล้วเอามาต่อสู้ เอามาฝึกหัด เอามาทำ เพราะไปอยู่ในนั้นไม่รู้จักอะไรหรอกนั่น มันไปสงบจิตเฉยๆ เอามาพิจารณาข้างนอกก็สงบเข้าไปเรื่อยๆถึงข้างใน จนมันเกิดความสงบอย่างยกใหญ่ของมัน

ความสงบของปัญญานั้น เมื่อจิตสงบแล้ว ไม่กลัวรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ และไม่กลัวธรรมารมณ์ ไม่กลัว กระทบมันเดี๋ยวนี้รู้มันเดี๋ยวนี้ กระทบมันเดี๋ยวนี้ ทิ้งมันเดี๋ยวนี้ กระทบมันเดี๋ยวนี้ วางมันเดี๋ยวนี้ เรื่องสงบของปัญญาเป็นอย่างนี้

ทีนี้เมื่อจิตเป็นอย่างนี้ มันละเอียดยิ่งกว่านั้นนะ จิตจะมีกำลังมาก เมื่อมีกำลังมาก ทีนี้ไม่หนี มีกำลังแล้วไม่กลัวนะ เมื่อก่อนเรากลัวเขา แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว เราไม่กลัว รู้กำลังของเราแล้ว เราไม่กลัวเห็นรูป เราก็พิจารณารูป ได้ยินเสียงก็พิจารณาเสียง เราพิจารณาได้ตั้งตัวได้แล้ว ไม่กลัว กล้า แม้กระทั่งอาการรูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดีเป็นต้น เห็นวันนี้วางวันนี้ อะไรๆก็วางได้หมด เห็นสุขวางสุข เห็นทุกข์วางทุกข์ เห็นมันที่ไหนวางมันที่นั่น เออ! วางที่นั่น ทิ้งที่นั่นเรื่อยๆไป มันไม่เป็นอารมณ์อะไรล่ะที่นี้ เอาไว้ที่นั่น เราก็มาอยู่บ้านของเรา ไปเห็นเราก็ทิ้ง เห็นเราก็ดู ดูแล้วเราก็วาง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้หมดราคา ไม่สามารถทำอะไรเราได้ อันนี้เป็นกำลังวิปัสสนาเมื่ออาการเกิดขึ้นมาอย่างนี้ เปลี่ยนชื่อว่าเป็น "วิปัสสนา" รู้แจ้งตามความเป็นจริง นั่น! รู้แจ้งตามความเป็นจริง อันนี้ความสงบชั้นหนึ่งสงบของวิปัสสนา สงบด้วยสมาธินี้ยาก ยากจริงๆนะ กลัวมาก

ฉะนั้น เมื่อสงบเต็มที่แล้ว ทำอย่างไร เอามาหัด เอามาฝึก เอามาพิจารณา อย่าไปกลัว อย่าไปติด ทำสมาธินี้ไปติดแต่สุข นั่งเฉยๆก็ไม่ใช่นะ ถอนออกมา สงครามนั้นท่านว่าไปรบ ไม่ใช่เราไปอยู่ในหลุมเพลาะ หลบแต่ลูกกระสุนเขาเท่านั้นหรอก ถึงคราวรบกันจริงๆเอาปืนยิงกันตูมๆอยู่หลุมเพลาะก็ต้องออกมานะ ถึงเวลาจริงๆแล้วไม่ให้เข้าไปนอนในหลุมเพลาะรบกันนะ นี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ให้เอาจิตไปหมอบอยู่อย่างนั้นนะ อันนี้เบื้องแรกมันจะต้องผ่าน มีศีล มีสมาธิจะต้องหัดค้นตามแบบตามวิธี มันก็ต้องไปอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม อันนี้กล่าวไว้เป็นเลาๆ เมื่อเราผู้ประพฤติปฏิบัติแล้วนั่นแหละ อย่าสงสัยเลย เรื่องนี้อย่าไปสงสัยมัน มันมีสุขก็ดูสุขมันมีทุกข์ก็ดูทุกข์ ดูแล้วพยายามเข่นมัน ฆ่ามัน ปล่อยมัน วางมัน รู้อารมณ์นั้น ปล่อยมันไปเรื่อยๆ มันอยากนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมก็ช่างมัน จะคิดไปก็ช่าง ให้รู้เท่าทันจิตของเรา ถ้าคิดไปมากๆ แล้วเอามารวมมันเสีย ตัดบทมันอย่างนี้ว่า

"สิ่งที่เจ้านึกมานี้เจ้าคิดมานี้ เจ้าพรรณนามานี้ เป็นสักแต่ว่าความนึกความคิดเฉยๆหรอก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา เป็นของไม่แน่นอนหมดทุกอย่าง"

ทิ้งมันไว้นั่น! 

 

Source : http://www.watnongpahpong.org

 

Home | Links | Contact

Copy Right Issues DhammaTalks.net